LET's Webboard

พูดคุย - แลกเปลี่ยนกับชาว Let's

และแล้วก็มาถึง ตำราอมนุษย์ ฉบับเปรต เปรต หลังจากที่ครั้งก่อนๆได้ลง ตำราอมนุษย์ ฉบับป่า ป่า อันได้แก่ เหล่าอมนุษย์ที่อาศัยหากินในป่าหิมพานต์ทั้งหลาย(โบราณเรียก มนุสสติรัจฉาโน) ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับสังคมในระดับเบาบางมาก ครั้งนี้เราจะกล่าวถึง มนุสสเปโต(มนุษย์กึ่งเปรต วิวัฒนาการจากกลุ่มมนุสสติรัจฉาโน)ที่สร้างความเสียหายให้กับสังคมในระดับกลางกัน แต่ก่อนจะถึงตรงนั้น ขอกล่าวถึง"ความพิโรธของพญานาค" ก่อน เพื่อสร้างความเข้าใจในความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันของตำราชุดนี้(ข้อมูลเหล่านี้มีแหล่งอ้างอิงครับ)


ความพิโรธของพญานาค คือ ปรากฏการณ์ น้ำท่วม น้ำหลาก และ แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ ที่คนโบราณระบุชัดเจนว่าใหญ่และรุนแรงขนาดกลืนกินอาณาจักร หรือ ล่มเมืองได้อย่างในตำนานแคว้นโยนก(แคว้นสิงหนวัติ)กับปลาไหลเผือก(ขนาดยักษ์) หรือ นครเอกชะทีตา(ผาแดง-นางไอ่ กับกระรอกเผือก)ทั้ง๒อาณาจักรนี้ คนโบราณระบุชัดเจนว่าเช่นกันว่า“พระยานาค”เป็นผู้(ออกแบบ)สร้างขึ้นมา


เปรตในด้านสังคมศาสตร์


โดยทั่วไปเปรตมีลักษณะทางกายภาพ คือ สูง(เท่าต้นตาล) ท้องใหญ่(เท่าภูเขา) ลำคอเรียว ปากเล็ก(เท่ารูเข็ม) อดอยากหิวโหยโดยความละโมบหิวกระหาย เปรตบางชนิดมีความรู้สึกว่าตนยากไร้ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกมั่งคั่ง เป็นความรู้สึกขัดแย้งที่เกิดขึ้นพร้อมๆกัน เปรตบางชนิดเต็มไปด้วยความอยาก(อยากมี อยากได้ อยากเป็น)กินทั้งสิ่งที่ใช่และไม่ใช่อาหาร เป็นพวกเอาปัญญารับใช้สนองความอยากของตน(หรือกลุ่มของตน)


 


เปรต ๑๒ ตระกูล ได้แก่


๑. วันตสาตะ     ตระกูลเปรตที่อยู่ได้ด้วยเศษอาหารที่เขาเหลือคายทิ้ง


๒. กุณปขาทา     ตระกูลเปรตที่หากินอยู่กับซากสัตว์ต่างๆ มีความเป็นไปได้สูงว่า“เวตาล(vetala)”คือ เปรตที่เป็นใหญ่อยู่ในตระกูลกุณปขาทา โดยพิจารณาจากพฤติกรรมของเวตาล คือ   เวลานั้นเป็นวิญญาณร้ายที่วนเวียนอยู่ตามสุสาน เป็นปีศาจของบรรพชนที่ลูกหลานไม่ยอมทำพิธีศพให้ อาศัยในซากศพผู้อื่น ชอบสิงอยู่ในป่าช้า(หากินอยู่กับซากสัตว์ต่างๆ)เวตาลมักจะปรากฏรูปร่างเป็นมนุษย์ แต่มือและเท้าหันกลับไปทางด้านหลัง นัยน์ตาเป็นสีลานแกมเขียว มีเส้นผมตั้งชันทั้งศีรษะ มือขวาถือไม้เท้า มือซ้ายถือหอยสังข์ ขณะเมื่อมาปรากฏตัวจะนุ่งห่มเสื้อผ้าสีเขียวทั้งชุด นั่งมาบนเสลี่ยง บางคราวก็ขี่ม้า มีภูตบริวาร(บอร์ดี้การ์ด)ถือคบเพลิงแวดล้อมโดยรอบ และส่งเสียงโห่ร้องกึกก้อง เวตาลยังทำให้ผู้คนเป็นบ้า ฆ่าเด็ก และแท้งลูก แต่เวตาลยังมีข้อดี คือมันจะคอยดูแลหมู่บ้าน(เขตปกครอง)ของมันเอง(เนื่องจากเวตาลสารถปลุกชีพคนตายได้ ในปัจจุบันเราจึงอาจเห็นเวตาลในคูหาเลือกตั้ง จากรายชื่อของคนที่ตายซักสิบปีหรือหลายสิบปีที่ลุกขึ้นมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งเป็น บัตรผี นั่นเอง)เวตาลช่างเจรจา ปากร้าย ปากจัด และเย่อหยิ่ง


๓. คูถขาทา    ตระกูลเปรตที่หากินอยู่กับกากอุจจาระ ปัสสาวะ


๔. อัคคิชาลขาทา     เปรตที่กินข้าวเปลือกไฟแดงเป็นอาหาร(รวมถึงเครื่องอุปโภคบริโภคอื่นๆด้วย)มีปากอยู่เหนือกระหม่อม(หัว)มักอาศัยตามโรงสีข้าวเพราะชอบผูกขาดการค้าการส่งออกข้าว(โก่งและโกงราคา)โดยตรง(ปัจจุบันไม่ได้กินแค่ข้าวเปลือกไฟแดงและไม่ได้มีแค่ตามโรงสีข้าว)


๕. ตัณหชิตา     พวกเปรตที่สูงเท่าต้นตาล ตัวผอม พุงโรก้นแฟบ ขอส่วนบุญมนุษย์บ่อยที่สุด!        


๖. สุนิชฌามก     เปรตที่มีฤทธิ์(อำนาจทางการเมืองและอิทธิพล)มาก เพ่งจะเอาของผู้อื่นอย่างไม่ถูกต้องทั้งทางกฎหมาย ศีลธรรม และเหตุผล ตัวดำ(หรือใจดำ)เหมือนอิฐถูกเผาชอบประดับแต่งตัว


๗. สัพพปากะ     เปรตขี้เรื้อน ตัวสูงเหมือนตัณหชิตาแต่ตัวขาวเหมือนคลุกแป้งไม่สม่ำเสมอ หน้าตาแบนราบเหมือนหน้ากระดาน ขาวโพลนไม่เห็นจมูกปาก เห็นแต่ตาที่แสงเหมือนถ่านที่ลุกแดง


๘. สูจิมุขุ     เปรตที่มีปากเท่ารูเข็ม ท้องโตเป็นภูเขา(ต้นตำนาน“ชิงเปรต”ภาคใต้)


๙. ปัพพตังคา    เปรตที่มีร่างกายสูงใหญ่เท่าภูเขา เล็บมือเล็บเท้าผมและขน(คม)เป็นหอกดาบ      ศาสตราวุธ(อำนาจทางการเมืองหรืออิทธิพลทุกรูขุมขน)เวลาเดินศาสตราวุธจะกระทบกันเป็นไฟลุกไหม้(ความเดือดร้อนให้สังคม(รวมถึงตนเอง)จากอิทธิพลทุกรูขุมขน)


๑๐. อชครังคา     เปรตที่มีร่างกาย(หุ่น)เรียวใหญ่ยาว และลายเหมือนงูเหลือม


๑๑. เวมานิกะ     เปรตตระกูลเศรษฐีที่ต้องเสวยทุกข์ในเวลากลางวัน แต่กลางคืนได้ไปเสวยสุขในวิมาน(ข้างขึ้น/ข้างแรม) หรือเสวยทุกข์๑๕วัน และ เสวยสุขในวิมาน๑๕วัน(ราว๑เดือน) เวมานิกเปรตมีแต่ฐานะ(ทางสังคม)แต่ไม่มีอำนาจทางการเมือง(กึ่งหนึ่งเป็นสัตว์นรกถูกลงทัณฑ์กึ่งหนึ่งเป็นข้าราชการนรกด้วย)วิมานอยู่ในป่าหิมพานต์(ข้างๆต้นนารีผล)พวกที่หลอกคนไปค้าประเวณีแล้วมีอาชีพบังหน้า(วิมานของเปรตคือผลจากบุญฤทธิ์กึ่งหนึ่ง(ความขาวสะอาดที่บังหน้า)แยกออกจากมนุษย์ในสังคมยากเหมือนมหิทธิกา)


๑๒. มหิทธิกา     เปรตที่มีฤทธิ์(อิทธิพลและอำนาจทางการเมือง)มาก เป็นใหญ่อยู่ในเมืองเปรตในป่าหิมพานต์ มีรูปอันงามเสมอด้วยเทพยดา มีตำแหน่งหน้าที่ (กึ่งหนึ่งเป็นสัตว์นรกถูกลงทัณฑ์กึ่งหนึ่งเป็นข้าราชการนรกด้วย)เป็นเปรตที่ขี่ช้าง ม้า ไม่ก็นั่งเกวียน(ยานพาหนะประจำตำแหน่ง)  มากอำนาจอิทธิพลในการทำให้สังคมส่วนใหญ่เดือดร้อน ชอบอยู่เหนือกฎเกณฑ์ กติกาสังคมทุกรูปแบบ คล้ายโลกันตรนรก(โลกันตร์ มาจาก โลก+อันตระ แปลว่า ระหว่าง คือ ทำตัวอยู่เหนือกฎกติกา(กฏหมาย)ของโลก)


แบ่งได้ ๔ ชนชั้น


๑.กาลกัญชกาสูร คือ เปรตในจำพวกอสุรกาย มีตาและปากอยู่เหนือกระหม่อม(หัว)แบบปู ใจกล้าหน้าแข็งแรง ชอบถือสากและตรี(พกพาอาวุธ)ทุกเวลาและสถานที่ แสดงถึงอำนาจ และความไม่ไว้(วาง)ใจใครตลอดเวลา(ก็พกพาอาวุธตลอด) จอมอสูรราชาของหมู่กาลกัญชกาสูร คือ อสุรินทราหู (หิวจัด กินเดือน กินตะวัน หมายถึง ชอบกำจัดความสว่าง คือปัญญาของผู้คนในสังคม)


๒.ขุปปิปาสิกะ คือ เปรตที่มีสถานภาพหิว(ขุปปิ)และกระหาย(ปาสิกะ)ไม่สิ้นสุด(เปรตยมโลก)ตามธรรมของร่างกายผิดกับชนชั้นที่๓


๓.นิชฌามตัณหิกะ คือ สถานภาพทางร่างกายไม่หิวโหย แต่จิตใจเต็มไปด้วยความโลภ ไม่รู้จักพอ มักมีแต่ความอยาก(ตัณหิกะ หมายถึง ความอยากที่แผ่ซ่านออกแล้ว)เพ่งจะเอาของผู้อื่นอย่างไม่ถูกต้องทั้งทางกฎหมาย ศีลธรรม และเหตุผล(นิชฌาม,นิชฌาน ตรงกับ เพ่งโดยความโลภ คือ อภิชฌาวิสมโลภะ)


๔.ปรทัตตูปชีวี คือ เป็นสถานภาพของเปรตที่อาศัยอยู่ด้วยการขอส่วนบุญของผู้อื่น เป็นที่มาของ       “เปรตขอแบ่งบุญ”และ“เปรตขอส่วนบุญ”เพราะ ปร แปลว่า ผู้อื่น ทัตต แปลว่า ให้แล้ว(มาจาก        ”ทาน”) อุปชีวี แปลว่า การดำรงชีวิตอยู่ ปรทัตตูปชีวี แปลว่า เปรตที่ดำรงชีวิตอยู่ได้ด้วยการที่ผู้อื่นเขาให้ทาน


เปรต๔ชนชั้นนี้มี“ปรทัตตูปชีวีเปรต”เท่านั้นที่มนุษย์จะทำทักษิณาทานอุทิศบุญกุศลส่งให้ได้


ในพุทธกาลผู้ที่รู้จัก“นิชฌามตัณหิกเปรต”ที่เป็นอมนุษย์สิงอยู่ในมนุษย์ระดับท้าวพระยาอยู่เต็มนครราชคฤห์แห่งแคว้นมคธ คือ“ท่านพระมหาโมคคัลลาน์”!!!การดับขันธปรินิพพานของท่านจึงเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยสถานภาพร่างทรงเปรต(มนุสสเปโต)เหล่านี้เอง ในพุทธกาลมีคำพูดเปรียบเปรยว่า กรุงราชคฤห์ แม้ตามปกติก็มากไปด้วยอมนุษย์” ก็ด้วยเหตุนี้เช่นกัน(นครเวสาลีก็เคยเจอในภัย๓ประการ)


วิธีสังเกต แมลง แมงป่อง ตะขาบ หนอน ฯลฯ(แมลงจำพวกปรสิต) เกิดจากซากและกลิ่นของเปรต(ซากและกลิ่นของเปรตคือความอยากความโลภที่สร้างมลภาวะให้ระบบนิเวศน์)สถานที่หรือเมืองใดมีแมลง(จำพวกปรสิต)เยอะ(มนุษย์กึ่ง)เปรตจะเยอะด้วย


ภัย๓ประการ(แห่งนครเวสาลี) คือ
๑.ทุพภิกขภัย(ข้าวยากหมากแพงเพราะมีการกักตุนสินค้า)


๒.โรคันตรภัย(โรคอันตรายระบาดคร่าชีวิตผู้คนเนื่องจากระบบสาธารณสุขมีปัญหา)


ทั้ง๒ภัยนี้เกิดจาก
๓.อมนุษยภัย(อมนุษย์ที่สิงอยู่ในมนุษย์ระดับท้าวพระยาในพระนครเบียดเบียน)
นอกจากเป็นต้นเหตุของภัยทั้ง๓ประการแล้ว ยังเป็นต้นเหตุของความพิโรธของพญานาค” “โลกร้อน”และ “ภัยธรรมชาติ ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงและเกิดถี่ขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันนี้ด้วย! อาณาจักรต่างๆที่ พญานาคล่มเมือง ระบุว่าเกิดจาก กษัตริย์หรือนักปกครองอาณาจักรนั้นๆไม่ตั้งอยู่ในธรรม ทำให้พญานาคเกิดความพิโรทำลายอาณาจักรนั้นทิ้ง ก็เพราะความไม่ตั้งอยู่ในธรรม(ส่วนรวม)ของบรรดานักปกครองที่เป็นอมนุษย์”เหล่านี้เอง(แล้วปัจุบันล่ะ!?)


อมนุษยภัยเป็นต้นเหตุจึงต้องกำจัดให้สิ้น(แผ่นจะได้สูงขึ้น)

 
 

(ลืมครับ)นอกจากก่อให้เกิดภัยธรรมชาติแล้วอมนุษย์ยังสร้างความแตกแยกด้วย

 
 
back to main

Who is online ?

  • Online Users 29
  • Registered Users 1
  • Guests 28